วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

แบบประกันชีวิต และ ประเภทประกันชีวิต

แบบประกันชีวิต และ ประเภทประกันชีวิต เหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไร?

ชื่อแบบประกันภัย ที่บริษัทแต่ละบริษัทมีนั้นถือว่าเป็นการค้าหรือการให้ชื่อกับตัวสินค้า จะได้จำง่าย ขายง่าย ไม่สับสน อาทิ เช่น เพชรน้ำหนึ่ง อัญมณี ธนทวี พลอยไพลิน โกล์ดไลฟ์ ทุนการศึกษาเยาวชน ก้าวหน้าบำนาญพิเศษ ทรัพย์อุดม สินทวี ห่วงรัก ดั่งฝัน สะสมทรัพย์21 ตลอดชีพ ฯลฯ

สรุปแล้ว ที่มีแบบประกันเป็นร้อยๆ พันๆแบบนั้นจะออกมาเป็นแบบจริงๆ ตามแบบประกันพื้นฐานสำหรับลูกค้ามีเพียง 4 แบบหลักเท่านั้น คือ
1.แบบภายในกำหนดเวลา หรือแบบชั่วระยะเวลา = คุ้มครองล้วนๆ
2.แบบสะสมทรัพย์ = คุ้มครอง และ ออมทรัพย์พอๆกัน, เบี้ยประกันที่จ่ายจะมาจากส่วนของความคุ้มครองเเละส่วนของออมทรัพย์
3.แบบตลอดชีพ = คุ้มครองมาก ออมทรัพย์น้อย, เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับการคุ้มครองที่ได้รับ
4.แบบเงินได้ประจำ = คุ้มครองน้อย ออมทรัพย์มาก, เน้นที่เงินคืน เงินปันผล ตอนครบปี ครบสัญญา ไม่เน้นคุ้มครอง



"แบบประกันชีวิต และ ประเภทของประกันชีวิต"

แบบของประกันชีวิต
1.แบบภายในกำหนดเวลา หรือแบบชั่วระยะเวลา = คุ้มครองล้วนๆ
ไม่มีเงินคืนเมื่อครบ เบี้ยที่จ่ายเพื่อการคุ้มครองจริง ทุนประกันคุ้มครองจึงได้สูงในจำนวนเบี้ยประกันที่จ่ายเท่ากันเมื่อไปซื้อแบบอื่น

-เบี้ยประกันภัยต่ำ
-คุ้มครอง มีระยะเวลา1 ปี,5 ปี,10ปี
-ไม่มีเงินคืนเมื่อครบสัญญา

แบบนี้ไม่ค่อยมีคนอยากซื้อ และตัวแทนก็ไม่ค่อยนิยมขาย ถ้ามีโอกาสตัวแทนอยากเลือกแบบอื่นมากกว่า แต่แบบนี้กลับเป็นที่นิยมในประเทศที่ ธุรกิจประกันชีวิตเจริญ เช่น สหรัฐอเมริกา คนไทยมักจะบอกว่าซื้อไปทำไม ตายแล้วไม่ได้ใช้เงิน เอาแบบที่มีเงินคืนดีกว่า แต่ขาวอเมริกามองว่า ซื้อเฉพาะคุ้มครอง ส่วนของการออมทรัพย์สู้ไปลงทุนดีกว่า เช่นถ้าแบบชั่วระยะเวลาเบี้ยประกัน 2,000 บาท/ปี ต่อทุนประกันภัย 100,000 บาท ขณะที่แบบสะสมทรัพย์ทุนประกัน 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 10,000 บาท/ปี เอาส่วนต่าง 8,000 บาท ไปลงทุน จะได้ผลตอบแทนมากกว่าฝากประกันชีวิต

2.แบบสะสมทรัพย์ = คุ้มครอง และ ออมทรัพย์พอๆกัน, เบี้ยประกันที่จ่ายจะมาจากส่วนของความคุ้มครองเเละส่วนของออมทรัพย์
-คุ้มครอง และออมทรัพย์ใกล้เคียงกัน
-เบี้ยประกันภัยสูง
-มี ระยะเวลา ครบสัญญาได้เงินทุนประกัน
-หากเกิดโรคภัยจะได้รับการคุ้มครอง

3.แบบตลอดชีพ = คุ้มครองมาก ออมทรัพย์น้อย, เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับการคุ้มครองที่ได้รับ
-เบี้ยประกันภัยกลางๆ ต่ำกว่า แบบสะสมทรัพย์แต่สูงกว่าแบบชั่วระยะเวลา
-เป็นการจัดให้กองมรดก คนฝากไม่ได้รับจะตกอยู่กับหลาน
-ระยะยาว ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี หรือ 90 ปี

4.แบบเงินได้ประจำ = คุ้มครองน้อย ออมทรัพย์มาก, เน้นที่เงินคืน เงินปันผล ตอนครบปี ครบสัญญา ไม่เน้นคุ้มครอง
-ไม่มีการจ่ายทุนประกันภัยเมื่อครบสัญญาส่งเบี้ยประกันภัยแล้ว
-เป็นการจ่ายเงิน เป็นงวดๆ หลังครบสัญญาให้เป็นระยะๆ แบบเงินบำนาญ บางทีจึงเรียกแบบบำนาญ
-จะให้จนกว่าจะเสียชีวิต หรือตามระยะเวลาที่กำหนดหลังครบสัญญาส่งเบี้ยประกันภัยแล้ว

บริษัทประกันชีวิต สามารถนำแบบประกันพื้นฐานเหล่านี้ มายำ รวมกัน ปนกัน ทำให้แต่ละบริษัทมีแบบประกันชีวิตมากมาย หลายสิบแบบหลายร้อยแบบ

ประเภทของประกันชีวิต 3 ประเภท
1. ประเภทสามัญ หรือ รายงวด
   โดยมีลักษณะเด่นอยู่อย่างหนึ่งคือ ลูกค้าต้องชำระเบี้ยประกันเป็นรายปี หากชำระเป็นราย 6 เดือน หรือ 3 เดือน ผู้เอาประกัน ต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยเล็กน้อย เพื่อมิให้ผู้ที่ชำระเบี้ยเป็นรายปีเสียเปรียบ ปัจจุบันนี้บางบริษัทให้ชำระเบี้ยเป็นรายเดือนได้ ด้วย จุดเด่นของประเภท สามัญมีอีกอย่างหนึ่งคือ บริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกซื้อสัญญาเพิ่มเติมในสัญญาหลักได้ เช่น สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครอง อุบัติเหตุ ฆาตกรรม จลาจล สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ สัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองโรคร้าย

2. ประเภทอุตสาหกรรม หรือบางแห่งก็เรียกประเภทมวลชน หรือ รายเดือน
   ประเภทนี้เรียกตามภาพลูกค้าและการขาย คือตัวแทน จะขายส่วนใหญ่ในโรงงานอุตสาหกรรมขายจำนวนลูกค้ามากๆ จะให้คุ้มกับการลงทุนไปบริการแต่ละครั้ง ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง เกษตรกร จึงเปลี่ยนชื่อเรียกเป็นมวลชน ประเภทนี้ไม่มีการตรวจสุขภาพของผู้เอาประกัน เหมือนประเภทสามัญ แต่ใช้ วิธีป้องกันตนเอง จึงมีระยะปลอดความคุ้มครองหรือระยะเวลารอคอย บริษัทจะไม่ให้ความคุ้มครองทันทีที่ออกกรมธรรม์ จนกว่าจะครบ 6 เดือน แล้วจึงจะเริ่มคุ้มครอง หากลูกค้าเป็นอะไรในช่วงระยะรอคอย ก็ให้ญาติมารับเบี้ยประกันคืนไปอย่างเดียว การคุ้มครองอุบัติเหตุ ไม่มีสัญญาเพิ่มเติม แต่ เป็นรูปแบบสำหรับตัวเดียวรวมกับเบี้ยประกันชีวิตไว้เรียบร้อย จึงไม่มีการซื้อขายสัญญาเพิ่มเติม ปัจจุบันนี้บริษัทที่ยังยืนหยัดนโยบายของธุรกิจโดย ใช้ประเภทอุตสาหกรรมเป็น หลักใหญ่คือ บริษัทไทยสมุทรประกันชีวิต เพราะตรงกับตลาดคนไทย กลุ่มฐานลูกค้ามีมากมายมหาศาลคนซื้อก็ตัดสิน ใจง่าย เพราะเบี้ยประกันเริ่มต้นเดือนละไม่กี่ร้อยบาทก็ทำได้แล้ว ด้วยเหตุนี้ กระมัง ทำให้บางบริษัท ขยายวิธีการเก็บเบี้ยประกันประเภทสามัญเป็นรายเดือนได้

3. ประเภทกลุ่ม
   สหกรณ์เกือบทุกแห่ง จะทำประกันประเภทกลุ่มให้แก่สมาชิก ตามกฎหมายกำหนดไว้ตั้งแต่ 10 คน ก็ถือเป็นกลุ่มได้แล้ว แต่ต้องเป็นลักษณะกิจการไม่ใช่ไปรวมตัวกันเองแล้วมาเสนอขอซื้อประกันกลุ่ม บริษัทประกันชีวิต จะออกกรมธรรม์เพียงฉบับเดียว ไม่ว่าจะคุ้มครอง คนกี่คน ลูกค้าแต่ละคนจะได้ใบรับรองหรือบัตรซึ่งบรรจุรายละเอียด ความคุ้มครองแล้วต้องส่งเบี้ยให้ครบปี ยกเว้นจะตกลงกันเป็นอย่างอื่นภายหลัง ในเรื่องความคุ้มครอง ก็จะเป็นเรื่องการเสียชีวิตเป็นหลักแต่ทุกวันนี้เริ่มมีการเพิ่มเติมค่า รักษาพยาบาลรายวัน หรือสุขภาพ อื่นๆ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557

กฏ 6 ข้อ สำหรับนักขายที่ต้องการความสำเร็จ

โฮวาร์ด สตีเวนส์ แห่งชาเลย์กรุป ได้จากการวิเคราะห์ และวิจัย จากนักขายกว่า 200,000 คน ได้เป็นผลสรุป6 ข้อ ที่นักขายที่ประสบความสำเร็จสูงสุดจะมีครบถ้วน
1.ค้นหาตัวคุณก่อนว่าเป็น"นักขาย" ชนิดใด
2.เลือกชนิดของลูกค้าที่เหมาะสมกับตัวคุณที่จะบริการ
3.สร้างและพัฒนาเครือข่ายคนรู้จักใหม่ๆ อย่างมีคุณภาพ
4.วางตัวเป็นมืออาชีพโดยการแสดงความเป็นมืออาชีพ ที่ได้มาจากการใส่ใจในความรู้สึกและผลประโยชน์ของลูกค้าก่อนที่จะมีการเสนอขาย
5.ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่สามารถประเมินว่าสินค้าเป็นอย่างไร แต่เขาสามารถประเมินตัวแทนของสินค้านั้นได้ นั่นคือนักขายได้ง่ายกว่า
6.ลูกค้าไม่ต้องการตัวเลือกมากๆ เขาต้องการสินค้าหรือบริการที่ จัดเตรียมให้เหมาะกับเขาโดยเฉพาะมากกว่า

 


นักขายที่ต้องการความสำเร็จ

1. ค้นหาตัวคุณก่อนว่าเป็นนักขายชนิดใด
กว่าคุณจะมาถึงวันนี้ วันที่คุณเลือกอาชีพนักขาย คุณได้ประสบความสำเร็จในธุรกิจอื่นๆ ประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่คุณได้รับตลอดมาจะสร้างสมทักษะบางอย่างที่แตกต่างจากผู้อื่น ทักษะนี้จะชี้ชัดว่าคุณควรทำงานอย่างไร
ถ้าคุณจินตนาการถึงทีมนักกีฬาฟุตบอล ทักษะของผู้เล่นศูนย์หน้า ดาวซัลโว ย่อมต้องแตกต่างจาก นายทวารเฝ้าประตูอย่างเห็นได้ชัด แต่นักฟุตบอลทั้งสองตำแหน่งสามารถสร้างชื่อเสียง และประสบความสำเร็จในอาชีพนักกีฬาได้ ถ้านายทวารถูกกำหนดให้เล่นเป็นศูนย์หน้า และศูนย์หน้าถูกวางตัวให้เป็นผู้รักษาประตู นักกีฬาทั้งสองอาจจะพอประคองตัวรอดไปได้ แต่ชัยชนะคงห่างไกลจากทีมที่มีนักกีฬาเล่นไม่ตรงตำแหน่งที่ควรเล่นอย่างนี้

ชนิดของนักขายออกได้ 3 ชนิด

2. จำแนกแบ่งชนิดลูกค้า และเลือกชนิดของลูกค้าที่เหมาะสมกับตัวคุณที่จะบริการ
ลูกค้าไม่เหมือนกัน คำพูดนี้ฟังดูชัดเจน แต่มีนักขายที่อ่อนหัด หรือพวกล้มเหลวพยายามที่จะปฎิบัติต่อลูกค้าเหมือนกับว่าพวกเขาเหมือนกันหมด หรือไม่ก็แบ่งชนิดลูกค้าออกแบบหยุมหยิม
นักขายชั้นนำจะแบ่งลูกค้าออกด้วยหลักใหญ่ๆ 2 อย่างคือ
1. รายละเอียดและความซับซ้อนแค่ไหน ที่ลูกค้าต้องการจัดการด้วยตนเอง และ
2. ลูกค้าต้องการเข้าใจ และจะตัดสินใจทางด้านเทคนิคมากแค่ไหนด้วยตนเอง

รูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกค้า จะทำได้โดยการตอบคำถามสองข้อข้างต้น
Hi-Touch ลูกค้าที่ไม่ต้องการยุ่งยากลำบากในการทำความเข้าใจรายละเอียดข้อมูลที่ซับซ้อน ตัวแทน นักขายต้องให้ความช่วยเหลือโดยการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปเข้าใจง่ายๆ และนำลูกค้าสู่การตัดสินใจ เรียกการขายแบบนี้ว่า Hi-Touch
Hi-Tech เพื่ออธิบายข้อมูลทางเทคนิคให้กระจ่างชัด ลูกค้าที่ต้องการตัดสินใจด้วยตนเองอย่างมีคุณภาพ แต่ไม่มีเวลาหรือมีความสนใจที่จะมาเรียนรู้ทางเทคนิค เขาต้องการความช่วยเหลือทางเทคนิค การอธิบาย การยกตัวอย่าง เราเรียกการขายแบบนี้ว่า Hi-Tech
การแบ่งชนิดลูกค้าสามแบบที่นักขายชั้นนำมุ่งเป้าเพื่อขาย

ลูกค้าที่ซื้อจาก กลุ่มนักปิด (hardcore sale) ลูกค้าประเภทนี้มักจะเป็นคนจุกจิก ต้องการตัดสินใจด้วยตัวเองทุกอย่าง พวกเขาต้องการ การขายแบบ Hi-Tech เพื่อช่วยอธิบายรายละเอียดทางเทคนิค แต่กลับไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับการตัดสินใจของตนเอง นักปิดที่จะขายในกลุ่มนี้ซึ่งจะมีกลุ่มคนที่ฐานะ(พวกที่รวยแต่ตระหนี่) พวกที่คิดว่าตนเองเป็นนักการเงินที่ฉลาด เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก กลุ่มนี้จะตัดสินใจด้วยตัวเองเข้าใจภาษาเทคนิค และไม่ตัดสินอะไรจากข้อมูลแหล่งเดียว

ลูกค้าที่ซื้อจากที่ปรึกษา กลุ่มลูกค้านี้มักจะเป็นคนชั้นกลางขึ้นไปที่ทำงานในองค์กรใหญ่ๆ กำลังก้าวหน้า จะไม่มีเวลามายุ่งกับรายละเอียดมากนัก นักขายที่เป็นที่ปรึกษาจะได้รับความไว้วางใจในลักษณะเดียวกับที่เขาไว้ใจพนักงานคนหนึ่งในองค์กรของเขา นักขายจะต้องทำการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และนำเสนออย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำให้ต้องใช้การขายทั้งแบบ Hi-Touch และ Hi-Tech ร่วมกัน นักขายจะต้องเตรียมข้อมูลทุกอย่างให้พร้อมตัดสินใจได้ และปล่อยให้เจ้านาย(ลูกค้า)เป็นผู้ตัดสินใจ

ลูกค้าที่ซื้อจาก เพื่อนเก่า (relation / connection) กลุ่มนี้จะมองหาความมั่นคงและการคุ้มครองในระยะยาว ฉนั้นเขาจะมองหาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมากกว่า เขาจะไม่คิดว่าเรื่องการเงินเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เขาสนใจในครอบครัว ในทักษะการทำงาน ความสามารถ ธุรกิจมากกว่า การไปงานสังสรรค์ งานแต่งงาน อาจจะมีความสำคัญมากกว่ารถใหม่ๆ สินค้าใหม่ๆ เขาจะไม่มองว่าความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งที่รู้ แต่จะสนใจก็ต่อเมื่อปัญหานั้นปรากฏขึ้น เขาถึงจะสนใจ นั่นทำให้ นักขายแบบเพื่อนเก่าจึงเหมาะที่จะติดตามกลุ่มนี้ เพราะเขาจะมองว่านักขายเป็นเพื่อนเก่าที่ไว้ใจได้ และจะมาช่วยเหลือทันเวลาเมื่อเขามีปัญหาเกิดขึ้น นักขายแบบเพื่อนเก่าควรมองกลุ่มคนชั้นกลาง ที่มั่นคง หรือกลุ่มผู้ซื้อที่มีความระมัดระวังเป็นพิเศษ(ขี้ระแวง)ที่จะซื้อจากนักขาย

3.สร้างและพัฒนาเครือข่ายคนรู้จักใหม่ๆ อย่างมีคุณภาพ
คุณสามารถทำนายอนาคตของนักขายว่าจะรุ่งหรือไม่ก็จากรายชื่อที่มีคุณภาพที่เขารู้จัก ไม่ว่าจะเป็นรายชื่อเพื่อนทางธุรกิจ หรือคนคุ้นเคย การจะมีรายชื่อที่ดีอย่างต่อเนื่องขึ้นอยู่กับทักษะ และวินัยในการสร้างเครือข่ายผู้มุ่งหวัง โดยอาศัยหลักการสามข้อต่อไปนี้

1.เครือข่ายจะเกิดโดยการสร้างโอกาสที่จะได้พบคนในสถานการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการขาย นักสร้างเครือข่ายที่ดี จะหาโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมสังคม ไม่ว่าจะเป็นการกุศล หรือการอาสาสมัคร หรือกลุ่มธุรกิจต่างๆมากเท่าที่จะทำได้ นักขายระดับยอดจะมีสโมสร กลุ่มกิจกรรมต่างๆ ที่เขาจะสามารถขายได้โดยตรงสามถึงห้ากลุ่ม ที่ทำกิจกรรมด้วยในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ได้ร่วมในกลุ่มกิจกรรมเหล่านี้ นักขายจะพยายามทำตัวให้ถูกเชิญไปเข้ากลุ่ม โดยปกติกลุ่มเหล่านี้สนใจที่จะได้ฟังความคิดใหม่ๆ (ที่ไม่เกี่ยวกับการซื้อขายโดยตรง) ถ้านักขายมีความสามารถในการพูด และมีหัวข้อที่น่าสนใจก็มักจะได้รับเชิญให้เข้าร่วม ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้ตนเอง
นักสร้างเครือข่ายจะทราบดีว่านี่เป็นเกมของตัวเลข ยิ่งเขาสร้างโอกาสที่จะเปิดตัวให้รู้จักคนมากเท่าไร ก็จะมีโอกาสขายมากเท่านั้น

2.คุณภาพของเครือข่ายที่ นักขายสร้างจะมีคุณภาพมากน้อยวัดได้จาก ความเข้ากันได้แค่ไหนของกลุ่มผู้มุ่งหวังกับสินค้า หรือบริการที่นักขายจะนำเสนอ เช่นถ้าจะขายกรมธรรม์ทุนการศึกษา การเข้าร่วมกิจกรรมในโรงเรียนอนุบาลที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย จะคาดหวังผลได้ดีกว่า

3.การพบปะผู้คนเป็นเพียงขั้นตอนแรก แต่การทำให้ผู้มุ่งหวังจดจำได้โดยการ เตือนให้ระลึกถึงเช่น ส่งจดหมายขอบคุณ ส่งการ์ดวันเกิด ฯ เพื่อเตือนความจำให้ผู้มุ่งหวังจำได้ว่าคุณคือใคร เมื่อความจำเป็นที่จะต้องใช้สินค้าเกิดขึ้น นักขายที่สร้างสิ่งนี้จะเป็นคนแรกที่เขานึกถึง

4. วางตัวเป็นมืออาชีพโดยการแสดงความเป็นมืออาชีพ ที่ได้มาจากการใส่ใจในความรู้สึกและผลประโยชน์ของลูกค้าก่อนที่จะมีการเสนอขาย นักขายแบบ ที่ปรึกษาและ แบบเพื่อนเก่าจะขายความเป็นมืออาชีพของตนเองก่อนที่จะขายสินค้า เมื่อจะนำเสนอ นักขายจะเสนอแนะในลักษณะของวิธีแก้ปัญหา เขาจะแนะนำเมื่อปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว นักขายจะสนใจ และทำการบ้านมากพอที่จะนำเสนอสิ่งที่เหมาะสมกับปัญหาของลูกค้า มากกว่าแค่เสนอขายสินค้า
ในความรู้สึกแบบนี้เมื่อนักขายเข้าพบลูกค้า เขาจะเข้าพบในฐานะนักขายมืออาชีพผู้เสนอทางแก้ปัญหา ไม่ใช่นักขายจอมตื้อที่จะขายสินค้าให้ได้

5. ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่สามารถประเมินว่าสินค้าเป็นอย่างไร แต่เขาสามารถประเมินตัวแทนของสินค้านั้นได้ และเขาจะทำด้วย นั่นคือนักขายได้ง่ายกว่า
สินค้าบางอย่างลูกค้าไม่สามารถทดสอบได้ แต่ลูกค้ารู้สึกได้ว่า ตัวแทนของสินค้านั้นน่าไว้วางใจหรือไม่ ถ้าเขาไว้ใจตัวแทนนั้น เขาก็จะไว้ใจสินค้าด้วย ในการขายประกันชีวิต ลูกค้าคงทดลองสินค้าด้วยการลองเสียชีวิตไม่ได้ แต่ถ้านักขายมีความน่าเชื่อถือ ลูกค้าก็จะเชื่อถือด้วย สิ่งนี้เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะตัวแทนพูดน่าเชื่อถือ แต่เพราะลูกค้าเชื่อในสิ่งที่ตัวแทนเชื่อ

ตัวแทนจะเชื่อถือในการประกันชีวิตได้ก็โดยการมีประกันชีวิตมากพอเท่านั้น สมมุติว่าผมยื่นน้ำแก้วหนึ่งให้คุณและบอกว่านี่เป็นน้ำวิเศษ ดื่มแล้วจะสุขภาพดีตลอดไป คุณถามผมว่า ผมดื่มหรือยัง ถ้าผมตอบว่า เอ้อ ยังเลย ว่าจะดื่มอยู่เหมือนกัน คุณจะเชื่อและยอมดื่มน้ำแก้วนี้ไหม แต่ถ้าผมบอกว่า ผมดื่มทุกวันเลย ดูสิสุขภาพผมแข็งแรงจริงๆ คุณจะเชื่อตามผมหรือไม่
แต่การที่ลูกค้าจะเชื่อนักขายหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับสองปัจจัยต่อไปนี้
1.นักขายทำตามคำสัญญาเสมอ และมักจะทำให้มากกว่าที่สัญญา
2.เมื่อนักขายไม่รู้คำตอบ หรือทำผิด เขาจะยอมรับ และรีบแก้ไขให้ดีที่สุดและรวดเร็วที่สุด
ลูกค้าจะรู้สึกว่าคนที่ยอมรับว่าทำผิด และแก้ไข คนที่ทำตามสัญญา คนที่ทำมากกว่าที่พูด เป็นคนที่น่าไว้วางใจ และเป็นคนที่มีคุณค่ามากพอที่จะไว้วางใจ

6. ลูกค้าไม่ต้องการตัวเลือกมากๆ เขาต้องการสินค้าหรือบริการที่ จัดเตรียมให้เหมาะกับเขาโดยเฉพาะมากกว่า
เราขายผลประโยชน์ที่สินค้านั้นให้ ไม่ใช่ขายสัญญา และตัวเลือกที่มากมาย
ลูกค้าไม่มีทางรู้ได้ว่าเขาจะเลือกอะไรให้เหมาะกับตัวเอง ถ้ามีข้อเสนอมากมายให้พิจารณา เขาคงต้องเข้าเรียนวิชาซื้อประกันชีวิตก่อนที่จะเลือกได้ว่าจะซื้อสัญญาแบบใดบ้าง
ตัวแทนเพียงนำเสนอให้เข้าใจง่ายที่สุดว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์อะไรบ้างเมื่อซื้อกรมธรรม์ฉบับนี้ เช่น
ถ้าตาย ครอบครัวจะได้เงินเท่าไร?
ถ้าพิการจะมีเงินเลี้ยงดูแค่ไหน?
ถ้าเจ็บป่วยจะมีเงินรักษามากเพียงใด?
นักขายเพียงแต่บอกว่าขณะนี้เวลาเท่าไร ไม่ใช่บอกว่านาฬิกานี้สร้างให้เดินได้อย่างไร
ตัวแทนยังคงต้องพูดในรายละเอียดของสัญญามากเท่าที่ลูกค้ายังคงต้องการฟังและเข้าใจได้
ถ้านอกเหนือจากนั้นตัวแทนต้องพูดให้ฟังเข้าใจง่ายที่สุดถึงประโยชน์ที่จะได้

อย่าเรียกตัวเองว่านักขายถ้าคุณยังไม่มีความสุขที่จะทำงานนี้ และคุณยังไม่รู้ว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จได้ด้วยกฏง่ายๆหกข้อนี้
แต่เป็นความง่ายที่ต้องอาศัยวินัย และการทำงานอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

Credit: http://www.cymiz.com/insurance/insurance-sale.htm

สถิติผู้มาเยี่ยมชมบล๊อก

สถิติผู้มาเยี่ยมชมบล๊อก

สถิติผู้มาเยี่ยมชมบล๊อก

ทักทาย

ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่บล๊อกเล็กๆแห่งนี้ครับ สำหรับท่านที่เป็นตัวแทนที่พึ่งเริ่มในอาชีพผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความรู้ที่ผมนำมาเผยแพร่นี้ จะมีประโยชน์ในการพัฒนาทักษะและเทคนิคต่างๆในการดำเนินธุรกิจประกันชิวิตของทุกๆท่านนะครับ Enjoy
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

5บทความยอดนิยม

Recent Posts

Text Widget